Vietnam for the New Ride. Driving into the Rough Road.​

Article By MEGA Tech Magazine, Sep-Oct 2018

การลงสนามครั้งใหม่ของเวียดนาม การขับเคลื่อนที่มีอุปสรรค​

 

การเพิ่มขึ้นของกลุ่มผู้บริโภค: การมุ่งสู่การใช้จ่ายมากขึ้น

 

การเปลี่ยนแปลงของกลุ่มผู้บริโภคที่เติบโตขึ้นนี้เป็นสิ่งที่ประจักได้ชัดทุกแห่ง และชาวเวียดนามเองก็มองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับความมั่งคั่งและร่ำรวยที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต กลุ่มผู้บริโภคไม่ได้เป็นเพียงส่วนสำคัญของตลาดเท่านั้น เขาเป็นลูกค้าประจำหลักของธุรกิจที่กำลังเติบโตจำนวนมากซึ่งดำเนินธุรกิจต่าง ๆ ในทุก ๆประเภทในเวียดนามขณะนี้ การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของกลุ่มประชากรผู้บริโภคกลุ่มใหม่นี้กำลังจะเป็นการนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของวิถีการดำเนินชีวิตในสังคมเวียดนาม ในขณะประชากรกลุ่มนี้เองก็มุ่งมั่นที่จะมีจะยกระดับมาตรฐานการครองชีพสูงขึ้นและบริการให้มีคุณภาพที่ดีขึ้น หรืออาจจะกล่าวได้ว่าประชากรกลุ่มผู้บริโภคกลุ่มนี้ที่เพิ่มขึ้น พวกเขาคือเครื่องยนต์ของเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็วของเวียดนาม

 

โดยการนิยามของประชากรกลุ่มผู้บริโภคนี้ กำหนดโดยรายได้ต่อเดือนเป็นเงิน 15 ล้านดองหรือมากกว่า (โดยประมาณ 700 เหรียญสหรัฐ) ซึ่งเป็นประชากรที่มีกำลังซื้อที่สำคัญ ในปี 2020 ประเทศคาดว่าจะมีประชากรกลุ่มนี้ถึง 44 ล้านคน* (ข้อมูลจากบริษัท Boston Consulting Group) นี่ก็คือสี่สิบเปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมดของประเทศซึ่งคาดว่าจะถึง 97 ล้านคน ตัวเลขนี่เป็นแม่เหล็กในการสร้างแรงดึงดูดให้ธุรกิจต่าง ๆ เปิดการดำเนินงาน ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าปลีกและอื่น ๆ ในเวียดนามเพื่อรอรับกำลังการใช้จ่ายของผู้บริโภคชาวเวียดนาม

 

ไม่เพียงแต่ตัวเลขที่เพิ่มจำนวนขึ้นเท่านั้น แต่อิทธิพลของประชากรกลุ่มผู้บริโภคที่กำลังเติบโตส่งผลให้เห็นได้ในหลายสาขากลุ่มการตลาดธุรกิจ ผู้บริโภคชาวเวียดนามมีการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของตนอย่างรวดเร็ว และพวกเขาก็ต้องการที่จะใช้จ่ายเงินเพื่อซื้อสิ่งของที่มีมูลค่าที่สูงขึ้นและซับซ้อนขึ้นเพื่อพัฒนาชีวิตและครอบครัว รวมถึงกลุ่มยานยนต์เมื่อเทียบกับชามเวียดนามในรุ่นบุกเบิกก่อนหน้านี้ซึ่งยังขึ้นอยู่กับรถมอเตอร์ไซค์ในการเดินทางเป็นหลัก

Thailand&Vietnam GDP Special report

Source: World Bank

ถ้าจะกล่าวถึงตลาดรถยนต์ ชาวเวียดนามเองก็เริ่มปรับตัวและวิถีชีวิตตัวเองไปอย่างช้า ๆ ที่จากเดิมซึ่งยังต้องเพิ่งพาการเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์เป็นหลัก มาสู่รถยนต์เพื่อตอบสนองความต้องการและการเติบโตของครอบครัว อย่างไรก็ดีอุตสาหกรรมยานยนต์ในเวียดนามยังคงมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียนด้วยกัน สำหรับตลาดรถยนต์และการผลิตรถยนต์ภายในประเทศ แต่ถึงกระนั้นเวียดนามถือว่าเป็นประเทศที่มีประชากรวัยเยาว์และแรงงานที่สูง ซึ่งปัจจัยนี้เอง จะเป็นโอกาสที่ยังมีศักยภาพที่สามารถเพิ่มการเติบโตและโอกาสทางธุรกิจเมื่อเทียบกับตลาดประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทย ซึ่งกำลังจะเผชิญกับวิกฤตประชากรผู้สูงอายุ

 

ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เวียดนามพยายามให้มีการสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ขึ้น แต่จำนวนรถยนต์ที่ประกอบสำเร็จได้ในเวียดนาม ก็ยังต่ำกว่ากำลังการผลิตของไทย อินโดนีเซีย มาเลเซียและฟิลิปปินส์อย่างมาก ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศเวียดนามเองได้มีการพัฒนากิจการร่วมค้าการลงทุนจากต่างประเทศในตลาดอุตสาหกรรมยานยนต์นี้ อย่างไรก็ตามกิจการเหล่านั้นหลาย ๆ ส่วนก็ผันตัวมาเป็นเพียงแค่การจัดจำหน่ายยานยนต์แทนที่การผลิตด้วยตัวเองเป็นส่วนมาก

 

แล้วอนาคตของเวียดนามจะเป็นอย่างไร เวียดนามเองพยายามและหวังไว้กับการสร้างรถยนต์ของตัวเองใหม่ที่ชื่อ Vinfast ซึ่งผลิตโดย VinGroup ซึ่งถือเป็นรถคันแรกของประเทศที่สร้างขึ้น และหวังที่ก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และนี่จะเป็นประตูไปสู่ก้าวแรกในฐานะผู้ผลิตรถยนต์สู่ตลาดโลก

 

ปลาใหญ่กินปลาเล็ก: เรื่องของประเทศไทยและเวียดนาม

 

ท่าทีล่าสุดจากฝั่งรัฐบาลฮานอย ด้วยการเริ่มดำเนินออกการกฎระเบียบใหม่ในการควบคุมการนำเข้า เป็นนัยยะที่สื่อถึงการให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการผลิตยานยนต์ภายในประเทศ ด้วยพระราชกฤษฎีกาที่ 116 ซึ่งว่าด้วยความจำเป็นสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องมีการใบอนุมัติประเภทยานพาหนะ (Vehicle Type Approval, VTA) จากประเทศผู้ส่งออก โดยกำหนดเงื่อนไขต่าง ๆ ในการผลิต การประกอบ และการนำเข้ายานพาหนะ นอกจากนี้ยังกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับ การรับประกันและการบำรุงรักษายานพาหนะ อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมปรับตามกฎระเบียบใหม่ได้ไม่ยากนัก และยอดปริมาณขายยานยนต์นำเข้าของเวียดนามก็กลับสู่สภาพเดิม และเช่นเดียวกับการที่แนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นมาเหมือนก่อนหน้านี้ และคาดว่าจะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องตามอัตราปกติ เวียดนามเป็นเพียงประเทศเดียวที่ออกกฎระเบียบดังกล่าวนี้ ซึ่งก็ไม่ค่อยจะเป็นไปตามแนวปฏิบัติตามตลาดสากลทั่ว ๆ ไปสำหรับตลาดกลุ่มนี้ นี่ก็คงอาจจะเป็นเพียงกลยุทธ์ในการปกป้องตลาดในประเทศเท่านั้น

Light Vehicle ownership by unit

Source: IHS Automotive​

ประเทศไทยซึ่งเป็นผู้ส่งออกรถยนต์ขนาดใหญ่ที่มีการผลิตรถยนต์แบบครบวงจร (Completely-Built-Up: CBU) ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคที่ป้อนเข้าสู่เวียดนาม และตามมาด้วยอินโดนีเซีย ซึ่งต่างก็ปรับตัว โดยที่ได้ออกใบรับรอง VTA ให้แก่ผู้นำเข้ารถยนต์ในเวียดนามเพื่อแก้โจทย์ด้านนโยบายนี้ และดำเนินธุรกิจก็ดำเนินต่อไปได้ในไม่ช้า

 

ในปีนี้เองข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (FTA) โดยเฉพาะอย่างยิ่งพิกัดในกลุ่มด้านสินค้ายานยนต์ในกลุ่มอาเซียนได้ยกเลิกไปแล้วเป็นศูนย์เปอร์เซ็นต์แล้ว ทำให้การค้าภายในอาเซียนเองด้วยตัวเลขการส่งออกรถยนต์จากไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นโยบายนี้ทำให้ประเทศไทยได้รับความสนใจจากยานยนต์ชั้นนำที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง (OEM) ในสร้างโรงงานการผลิตในประเทศไทยเพื่อให้ได้รับประโยชน์จากต้นทุนการผลิต และ เป็นฐานการผลิตที่มีแหล่งของกลุ่มบริษัทต่าง ๆ มากมายที่เป็นที่น่าเชื่อถือและมีการดำเนินการมานาน ในการผลิตชิ้นส่วนต่างสำหรับยานยนต์เพื่อป้อนเข้าสู่บริษัทยานยนต์หลักเหล่านี้ และก็ยังสามารถได้ประโยชน์จากการส่งออกสู่ประเทศรอบข้างด้วยระยะอันใกล้ ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าของชิ้นส่วนอะไหล่เหล่านี้ค่อนข้างน้อยในการผลิตรถยนต์ ในขณะที่เวียดนามยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนเพื่อการผลิตในประเทศ ซึ่งมีปริมาณป้อนเข้าสู่การผลิตในประเทศประมาณเพียง 10% ในระยะยาวผู้ผลิตต้นแบบชั้นนำต่าง ๆ มุมมองทางด้านนี้ต่อการผลิตในประเทศไทยจะได้รับประโยชน์จากนโยบายนี้มากขึ้น และเพราะมีองค์ประกอบด้านซัพพลายในประเทศที่อยู่ในระดับสูง สำหรับปัจจัยในการขยายการผลิตและก็ครอบคลุมสำหรับตลาดในประเทศอีกด้วย อีกทั้งการส่งออกไปยังเขตปลอดภาษีให้กับสมาชิกอาเซียน ซึ่งแน่นอนนี่ย่อมเป็นความท้าทายอย่างยิ่งสำหรับเวียดนามที่จะเอาชนะการแข่งขันที่ยากลำบากนี้

มากไปกว่านี้ มีการคาดว่าจะมีการได้รับผลประโยชน์เพิ่มเติมเมื่อความร่วมมือในภูมิภาคทรานส์แปซิฟิคได้เริ่มเกิดขึ้น (Trans-Pacific Partnership: TPP) แม้ความจริง ณ ขณะนี้ประเทศไทยยังไม่เป็นส่วนสมาชิกของเขตข้อตกลงการค้า TPP นี้ แต่นี้อาจจะไม่ใช่แต้มต่อสำหรับเวียดนามมากนัก เพราะประเทศไทยเอง กำลังจะเข้าเป็นสมาชิกภายในไม่กี่ปี ด้านสหรัฐเองก็ต้องการให้ไทยเข้ามาใช้เหตุผลด้านยุทธศาสตร์ทางภูมิศาสตร์ ขณะที่ญี่ปุ่นเองก็ต้องการให้ไทยเข้าร่วมด้วยเช่นกัน เพราะภาคการผลิตยานยนต์ในไทยส่วนมากเป็นการลงทุนของญี่ปุ่นส่วนใหญ่ และเนื่องจากห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดตั้งอยู่ในประเทศไทย โดยที่ที่รัฐบาลฟากฮานอยหวังที่ปกป้องอุตสาหกรรมยานยนต์ของตนโดยเชื่อว่าจะสามารถกระตุ้นการจ้างงานและรายได้นี้ แต่นี้อาจจะไม่ง่ายนักสำหรับบริษัทยักษ์ใหญ่ของเวียดนาม Vingroup ที่กำลังจะเข้าสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ด้วยรถยนต์ Vinfast รถคันแรกของเวียดนามที่มีตราสินค้าเป็นของตัวเอง ซึ่งทุ่มเม็ดเงินหลายพันล้านดอลลาร์ในเฟสเริ่มต้น และอีกหนึ่งโครงการที่จากทบริษัทผลิตรถยนต์ Truong Hai Automobile Company (Thaco) ซึ่งเป็นผู้ผลิตให้แก่ OEM Vingroup ได้จดทะเบียนสำนักงานในต่างประเทศในเอเชียและยุโรป โดยภาคการผลิตนั้นได้รับการสนับสนุนจากซัพพลายเออร์ต่าง ๆ จากเยอรมันนีหลายราย Vinfast จะนำรถสองรุ่นแรก และ SUV ออกแสดงที่งาน Paris International Auto ในเดือนตุลาคมนี้ กลยุทธ์ในการเปิดตัวครั้งนี้ เป็นการยืนยันการมุ่งมั่นที่จะเข้าสู่การแข่งขันระดับโลก และจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเวียดนามต่อไป กลุ่มซัพพลายเออร์ในอุตสาหกรรมยานยนต์เองในเวียดนามยังไม่ได้รับการพัฒนาเพื่อป้อนเข้าสู่การผลิตในการที่จะลดต้นทุนการผลิต ถ้าจะมองว่า การนำเข้าของชิ้นส่วนเพื่อการผลิตในจำนวนที่มากเพื่อผลิตในประเทศและนำกลับมาส่องออกอีกครั้ง มันอาจจะไม่ใช่สูตรสำเร็จที่ดีนักในด้านต้นทุนการผลิตสำหรับรูปแบบธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ในทางกลับกัน เราอาจจะได้รู้เกี่ยวกับกลยุทธ์นี้มาแล้วจากมาเลย์เซีย โดยรถยนต์โปรตอนที่พยายามสร้างตลาดรถยนต์ระดับประเทศที่แต่ก็ไม่ประสบความเสร็จเท่าที่ควร ซึ่งแน่นอน Vinfast เองก็จะต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดที่ยากลำบากนี้เช่นกัน

 

การวางกลยุทธ์: เวียดนามต้องการการสนับสนุนจากต่างประเทศ

 

ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยผลักดันการเติบโตของตลาดยานยนต์ในประเทศเวียดนาม คงไม่มีอะไรนอกไปจาก การพัฒนาอุตสาหกรรมทั้งระบบในกลุ่มห่วงโซ่อุปทานในประเทศสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์นี้ ซึ่งถือว่ายังขาดแคลนและยังห่างไกลจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ไทย มาเลย์เซีย และอินโดนีเซีย

 

ในขณะที่เวียดนามเอง มีกว่า 12,000 บริษัทที่อยู่ในประเภทกลุ่มอุตสาหกรรมที่ซัพพลาย ซึ่งมีเพียงแค่ 300 รายเท่านั้นที่ให้บริการแก่ผู้ผลิตรถยนต์ และประมาณ 90% เป็นบริษัทต่างชาติ กฎระเบียบของรัฐบาลในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้มุ่งเน้นไปที่การลดการพึ่งพาการนำเข้าและการสนับสนุนบริษัทในประเทศ ซึ่งก็ยังไม่เพียงพอ รัฐบาลควรมุ่งเน้นการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานและบริษัทซัพพลายต่างในประเทศ เช่นผ่านการฝึกอบรมทางเทคนิค เนื่องจากขาดความเชี่ยวชาญทางเทคนิคของบริษัทเหล่นนั้นเมื่อเทียบกับคู่แข่งในต่างประเทศ แต่กระนั้นสิ่งที่ลืมไม่ได้ก็คือ เวียดนามเองยังคงเป็นประเทศตลาดหลักของมอเตอร์ไซด์ มันอาจจะ เร็วเกินไปที่จะคาดการณ์ได้ว่าแนวโน้มจะเปลี่ยนไป แต่อาจคาดได้ว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ แรงผลักดันน่าจะมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคเช่นเดียวกับประเทศไทยเมื่อ 30 ปีที่แล้วเมื่อรายได้ของครัวเรือนเพิ่มขึ้น

Light Vehicle Production Outlook

นอกจากนี้เวียดนามเองต้องการเงินทุนจำนวนมากเพื่อปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งมีเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ของถนนในประเทศเท่านั้นที่มีการปูพื้นถนน แต่มีแผนที่จะสร้างทางหลวงสายเหนือ - ใต้ระยะทางประมาณ 1,372 กิโลเมตรภายในปี 2573 เวียดนามกำลังพัฒนาอย่างมากเพื่อสร้าง โครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเติบโตและเศรษฐกิจของประเทศ น่าเสียดายที่เวียดนามไม่สามารถได้รับเงินกู้ช่วยเหลือดอกเบี้ยต่ำจากการสนับสนุนจากต่างประเทศได้อีกแล้ว เนื่องจากเวียดนามเองก็เพิ่งจะพ้นจากเส้นความยากจนไปแล้วนั้นเอง เว้นแต่อาจจะมีข้อเสนอพิเศษระหว่างรัฐบาล ๆ เพื่อสนับสนุนเงินทุนและสนับสนุนโครงการด้านระบบการขนส่ง ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นในเร็วๆนี้อีกเช่นกัน เพราะเวียดนามเองกำลังสร้างระบบรถไฟใต้ดินแห่งแรกในประเทศ

 

ช่องทางการจัดจำหน่ายและบริการหลังการขายทั้งหมดเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมก็เช่นเดียวกัน ซึ่งยังไม่ได้พัฒนาอย่างเต็มที่ อันนี้คงต้องปล่อยให้เป็นไปตามปัจจัยในการลงทุนของภาคเอกชน เพื่อตอบรับความต้องการของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นในการเป็นเจ้าของของรถ ซึ่งเราคาดว่าจะเห็นได้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า และทั้งสถาบันการเงินในเวียดนามก็ยินดีให้เงินกู้แก่ผู้ซื้อรถยนต์รายใหม่

 

อุตสาหกรรมยานยนต์ของเวียดนามยังคงต้องเผชิญกับปัญหาหลายอย่าง เห็นได้ชัดว่าสิ่งเดียวที่เหลืออยู่ในนี้คือสมการของรัฐบาลเวียดนามว่าจะตอบโจทย์อย่างไร ในขณะที่รัฐบาลเองก็พยายามมานานหลายทศวรรษที่ผ่านมาแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาภาคการผลิตรถยนต์ที่ยั่งยืนบ้านตัวเอง มีแต่เพียงแรงกดดันของผู้ประกอบการและผู้ผลิตในประเทศเองเท่านั้น กลยุทธ์นี้อาจจะดูมีเพียงแค่ใช้เทคนิคภาษีสรรพสามิตและพิกัดภาษี เพื่อชะลอการผลักดันการนำเข้าเป็นครั้งคราว อย่างไรก็ตามคาดว่ารัฐบาลเวียดนามไม่น่าจะมีโอกาสที่จะใช้กลยุทธ์นี้มากนักเนื่องจากจะขัดต่อยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจของประเทศในการสนับสนุนและเปิดนโยบายการค้าเสรี ความกดดันจากภาคเอกชนดูจะเป็นทางหลักในการสร้างความเติบโตของธุรกิจนี้ในอนาคต อย่างไรก็ตาม เหรียญย่อมมีสองด้าน ผู้เห็นความเสี่ยงแต่อาจจะมองเป็นโอกาสใหม่ ดังที่กล่าวไว้ เวียดนามยังขาดโครงสร้างพื้นฐานและห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศในอุตสาหกรรมนี้ นี่ย่อมทำให้เสมือนเป็นประตูสู่ที่เปิดรับการลงทุนใหม่ ๆ จากต่างประเทศที่จะนำความรู้ผลิตภัณฑ์และโอกาสสู่ตลาดเวียดนาม ตลาดเวียดนามยังไม่ไม่ถูกทุ่มตลาดในอุตสาหกรรมนี่เท่าไรนักและยังไม่ค่อยมีผู้ประกอบการรายใหม่ ๆ เปรียบได้ดั่งมหาสมุทรใหญ่ที่มีปลาให้จับอีกเป็นจำนวนมาก 

Rising of Consumer Class: Driving into More Spending.

 

The change is evident everywhere and the Vietnamese are optimistic about their wealth increase in the future. The consumer class is not only an important part of the market, they are becoming the loyal customers of many growing businesses, operating in all kinds of sectors in Vietnam. The rapid rise of the new consumer class is set to transform lifestyle trends in Vietnamese society as citizens strive for higher living standards and better quality service. This will simply say, the growing consumer class is the motor of Vietnam's rapidly growing economy.

 

A member of the consumer class is defined by a monthly income of VND 15 million or more (approximately 700 USD), which gives them significant purchasing power. By 2020, the country is expected to have 44 million people* (Boston Consulting Group). This will be around a forty percent of the country's total population, which is forecast to reach 97 million. This creates the attraction for business to open their operation, shops, retails and etc., in Vietnam to capture the power of spending of Vietnamese consumers

Not only increasing in number, the influence of the growing consumer class can be seen in many fields already. Vietnamese consumers are changing their lifestyle very fast and they are increasingly willing to spend on large items aimed at improving their lives and families, including the car compared to their previous generations which depend on the motorbike.

 

When it's come to the vehicle, Vietnamese consumer also started to shift slowly for their conventional lifestyle of mobility, from two vehicle wheels into four light vehicle wheels, to meet their demanding and growing family. However, the automotive industry in Vietnam is still small compared with their ASEAN countries for both commercials of the vehicle and also domestic production. Likewise, Vietnam has a young population, leaving this to the big room for growth & opportunities compared to its mature neighbors' markets like Thailand facing aged population crisis.

 

Vietnam has been building up its automobile industry for the last 20 years, but the number of automotive assembled in Vietnam is far below that of Thailand, Indonesia, Malaysia and the Philippines. For many years, the domestic automotive industry has been developing joint ventures with foreign investment. However, the joint ventures only focus on assembling cars, while many of them have shifted to trading cars instead of domestic assembly.

 

What will be for the future? Vietnam also puts high hopes on Vinfast by VinGroup, the first national car is being built to become the leader in South East Asia with a strong vision to put them into the first step a global automotive maker.

 

Goliath is the Key: Thailand and Vietnam's Automotive Affair

 

The recent move by Hanoi government to embark new regulation to control the import and giving more focused on boosting domestic production so-called decree 116 that required Vehicle Type Approval (VTA) from the country of origin, stipulates a number of conditions on the production, assembly, and import of vehicles. It also sets out conditions regarding warranty and maintenance services for vehicles. However, as the industry adjusts to the new regulations, sales volume returned to their nature as same as the previous upward trend and expected to continue growing the normal rate. Vietnam is the only country which has issued this regulation, not in line with international practices. This is only a trick for protecting their home market

 

Thailand, the biggest exporter of completely-built-up (CBU) cars to Vietnam, together with Indonesia adopted this policy as both authorities agreed to issue VTA certificates for car importers in Vietnam to overcome this policy and continue the business. Since then, the business seems to gain back the momentum slowly.

This year ASEAN Free Trade Agreement (FTA), especially automotive part, has been lifted to zero tariffs. The ASEAN intra-trade caused the sharp increase in cars exported from Thailand. This policy makes Thailand attracted by many well-known brand names to build production plants in the country to enjoy benefits of cost of production, high exposure and solid firms within automotive parts companies established in the country and benefit to the proximity distance within trade zone. Thailand required less of imported parts while Vietnam still heavily depends on imported parts for the domestic production which still spare about 10% no import required. In the long run, Thailand-based OEMs are set to be more benefits from this policy with a high degree of local context for expansion and existing facilities to domestic market and export for the tariff-free zone to ASEAN members. This certainly becomes a big challenge for Vietnamese counterpart to overcome this tough competitiveness.

 

A further gain expected when the Trans-Pacific Partnership (TPP) emerged. The fact, Thailand is not yet part of the proposed TPP trade agreement but will not save Vietnam because Thailand will become a member within a few years. The US wants Thailand in for geo-strategic reasons, while Japan also wants because most of the Thai manufacturing sector is owned by the Japanese, given that the total supply chain is located in Thailand. While Hanoi government remain protective to its automotive industry believes can spur job & revenue. This account but not excluding their giant Vietnamese companies are entering the auto industry, the Vingroup for Vinfast, building their own first branded Vietnamese's car with billions of dollars invested into its initial phase. The production facility complex to serve their production, and adding into the second automotive development project after Truong Hai Automobile Company (Thaco) who produces for foreign brands, Vingroup already registered their overseas offices in Asia and Europe with several supports from German's suppliers. Vinfast will put the first two models of cars and SUVs participating in the Paris International Auto this October. This will official makes a confirmed foot-step into the global competition and then will officially launch in Vietnam. This sector from suppliers has not yet been developed to help to reduce the cost of production. The mix of high import parts for local production and re-export is not a good recipe for the successful business model as one would say. On the other hands, learning from its neighbor Malaysia's home-grown Proton car, which have tried and failed to create strong national-champion auto sectors. Vinfast will face the high competition in this tough markets.

 

What Needed to be Done: Vietnam Needs Foreign Support.

 

The major factor to boost up growth for automotive in Vietnam market is nothing else but develop the local supporting industry to serve this supply chain. This is still lack and far behind its neighbors like Thailand, Malaysia, and Indonesia.

 

Out of 12,000 supporting industry firms in Vietnam, only 300 cater to automobiles manufacturers, with around 90 percent being foreign firms. The government's regulations in the last few years have focused on reducing the dependency on imports and supporting local firms, but more needs to be done. The government should focus on developing the supply chain and support local firms through technical training, as technical expertise of domestic firms is much weaker when compared to foreign competitors. Keep this in mind, in the meantime, Vietnam remains a country of motorbikes. It is still too early to predict that the trend will change, but we can foresee this will change from consumer behavior, just like Thailand 30 years ago when the rise in income of the common household.

 

Beyond this, Vietnam needs large funding to improve its infrastructure. Just 20 percent of the country's national roads are paved, and a recently approved plan to build a 1,372km north-south highway by 2030. The country needs heavily to boost up their infrastructure to support their national growth and economy. Unfortunately, Vietnam could not enjoy the benefits of a lower rate loan from international support as the country is already proved and stand above the poverty line. Unless some special deals and set up the arrangement with other governments to funds and support transportation project, which unlikely to happen soon since Vietnam also building its first national metro system.

 

The whole distribution channels and services to support this industry has not yet fully developed. This will leave alone to the private sector to invest to follow the rising of consumer demand of ownership of the car. This we can be expected to be seen in the few more years whereby financial institutions in Vietnam willing to give the loan for a new car buyer.

 

Vietnam's automobile industry still faces many difficulties. Apparently, the only remaining unknown in the equation is how the Vietnamese government will react. Whereas the government for decades has been unsuccessful in developing a sustainable auto-manufacturing sector, it remains under pressure by domestic assemblers and manufacturers. The strategy is, only tend, to use local excise taxes and non-tariff barriers to slow the momentum of imports from time to time. However, the Vietnamese government is unlikely to maneuver to the industry as this would contradict the national economic strategy in encouraging free trade policy. The pressure from private sectors will play a major role to secure their own future. Nevertheless, a coin has two sides, as one would see the risk as an opportunity. The lack of infrastructure and local supply chain in this industry means it is more room to grow and open door to new investment from oversea partners who could bring knowledge, products and opportunities to Vietnam market. Market is still not being bombarded and overcrowded by new players. It is big ocean where are still a lot of fish to catch. 

© 2018 Advance Industry Media Plus Co., Ltd. All Rights Reserved.​​

Advance Industry Media Plus Co., Ltd.
1104/339 Pattanakarn Road Suanluang, Suanluang, Bangkok, 10250 Thailand

Tel. +66 2136 1406-7

Fax. +66 2187 2899

www.aimplus.co.th   

info@aimplus.co.th​

Ms. Khemruji Pruankaewmanee

Tel: +66 2 136 1406-7
Email: khemruji@aimplus.co.th​

aimplus.co.th

Reader voices

Advertisers

Subscribe

ADVERTISE WITH US 

LINKS

FOLLOW US ON SOCIAL MEDIA

megatech magazine, industry 4.0 manufacturing, business matching
megatech magazine, industry 4.0 manufacturing, business matching
megatech magazine, industry 4.0 manufacturing, business matching