ปัญหาสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอันเกิดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศโลกนับเป็นปัญหาที่หลายประเทศทั่วโลกต่างให้ความสำคัญและได้ร่วมมือกันในการพยายามลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง ภาคขนส่งเป็นภาคส่วนสำคัญที่มีส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากถึง 18% (EIA, 2015) จึงทำให้ยานยนต์ไฟฟ้ากลับมาได้รับความสนใจพัฒนาอย่างจริงจังอีกครั้ง จากจำนวนหลักร้อยคันในปี ค.ศ. 2005 และกลับเพิ่มจำนวนเพิ่มขึ้นกว่า 1,260,000 คันทั่วโลกในปี ค.ศ. 20151 โดยมีปริมาณการจดทะเบียนใหม่ของยานยนต์ไฟฟ้า (ทั้งยานยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่และยานยนต์ไฟฟ้าไฮบริดปลั๊กอิน) เพิ่มขึ้นถึง 70% ด้วยยอดขายทั่วโลกมากกว่า 550,000 คันในระหว่างปี ค.ศ.2014 และ ค.ศ.2015 ประเทศจีนเป็นตลาดยานยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดด้วยยอดจดทะเบียนรถไฟฟ้าใหม่ในปี ค.ศ.2015 กว่า 200,000 คัน รองลงมาคือสหรัฐอเมริกาประมาณ 110,000 คัน แต่ร้อยละ 90 ของยอดขายยานยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดจะอยู่ใน 8 ประเทศที่เป็นตลาดหลักเท่านั้น ซึ่งได้แก่จีน สหรัฐ เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น เยอรมันและฝรั่งเศส โดยนอร์เวย์เป็นประเทศที่มีสัดส่วนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้ามากที่สุด 23% รองลงมา คือ เนเธอร์แลนด์มีสัดส่วน 10% อย่างไรก็ตามจำนวนของยานยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกยังน้อยมากเมื่อเทียบกับยานพาหนะทุกประเภท โดยประเภทรถยนต์มีสัดส่วนเพียง 0.1% ยกเว้นจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่มีสัดส่วนเป็นหนึ่งในห้าของจำนวนจักรยานยนต์ทั้งหมด
ความต้องการทางด้านเทคโนโลยีและนโยบายทางภาครัฐคือแรงผลักดันสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่จะส่งผลให้ราคาขายถูกลง ระยะทางการใช้งานยาวขึ้น และส่งเสริมให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงยานยนต์ไฟฟ้าได้ง่ายขึ้น นโยบายสำคัญที่ส่งผลให้เกิดการเติบโตของการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศแถบยุโรปคือการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาและติดตั้งสถานีประจุไฟฟ้าทั้งที่เป็นแบบสาธารณะและของเอกชน การพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าที่ทำให้ราคาในปัจจุบันถูกลงจากปี ค.ศ.2008 ถึง 4 เท่าและมีค่าความหนาแน่นพลังงาน (ความจุพลังงานต่อนํ้าหนัก) ดีขึ้น ยานยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบันถูกพัฒนาให้มีระยะทางการใช้งานที่ยาวขึ้นต่อการประจุไฟฟ้าหนึ่งครั้ง ตัวอย่างเช่น “Tesla Model S” ของ Tesla Motor, Inc. ซึ่งเป็นยานยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคลที่มีระยะทางการใช้งานต่อการประจุไฟฟ้าหนึ่งครั้งได้มากกว่า 300 กิโลเมตร จึงทำให้มีความสมเหตุสมผลของการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน แต่โดยรวมแล้วยานยนต์ไฟฟ้ายังคงมีราคาสูงมากเมื่อเทียบกับรถที่ใช้เครื่องยนต์ ซึ่งถ้าเปรียบเทียบรถรุ่นเดียวกัน (เช่น Mitsubishi i-MiEV กับ Mitsubishi Colt) ยานยนต์ไฟฟ้าจะแพงกว่ายานยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ถึงสองเท่าเลยทีเดียว
แนวโน้มการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย
ปัจจุบันการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยส่วนใหญ่จะเป็นยานยนต์ไฟฟ้าไฮบริดแบบที่เติมได้เฉพาะนํ้ามันเชื้อเพลิง ส่วนยานยนต์ไฟฟ้าแบบที่สามารถเสียบปลั๊กประจุไฟฟ้าได้จะมีน้อยมาก จากข้อมูลสถิติของกรมการขนส่งทางบก ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2559 พบว่ามีจำนวนยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมทั้งหมดเพียง 1,488 คัน แบ่งเป็นจักรยานยนต์ไฟฟ้ามากที่สุด 1,356 คัน ยานยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคล (ซีดาน) 54 คัน รถบัสไฟฟ้าโดยสาร 61 คัน และอื่นๆอีกเล็กน้อย เมื่อเทียบกับจำนวนยานพาหนะที่จดทะเบียนสะสมทั้งหมดกว่า 37 ล้านคันทั่วประเทศ
ไม่กี่ปีที่ผ่านมาประเทศไทยได้เริ่มมีการศึกษาวิจัยและสร้างยานยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่โดยการดัดแปลงรถที่ใช้เครื่องยนต์ให้เป็นยานยนต์ไฟฟ้านอกจากนั้นยังมีการสร้างความร่วมมือกับบริษัทผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าจากญี่ปุ่น ในการนำยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กมาทดสอบเพื่อหวังการต่อยอดในเชิงพาณิชย์ และล่าสุดได้มีการเปิดตัวยานยนต์ไฟฟ้าของไทย “VERA V1” ซึ่งอ้างว่ามีสมรรถนะเทียบเท่ารถยนต์ขนาด 1500 ซีซี และสามารถวิ่งได้ไกลถึง 180 กิโลเมตรต่อการประจุไฟฟ้าหนึ่งครั้ง ยานยนต์ไฟฟ้า VERA V1 เป็นการใช้ตัวถังและโครงสร้างของยานยนต์ไฟฟ้ายี่ห้อหนึ่งในประเทศจีน นำมาใส่ระบบขับเคลื่อนและระบบบริหารจัดการพลังงานที่คำนวณและออกแบบขึ้นมาใหม่ แต่ยังคงต้องนำเข้าอุปกรณ์สำคัญจากต่างประเทศเช่น มอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ ซึ่งมีราคาแพงและต้องเสียภาษีนำเข้าในอัตราที่สูง โดยแบตเตอรี่ที่ใช้มีราคาประมาณครึ่งหนึ่งของราคารถทั้งคัน ทำให้ราคาของยานยนต์ไฟฟ้า VERA V1 มีราคาสูงกว่ารถในระดับเดียวกันที่ใช้เครื่องยนต์ถึงสองเท่า
จะเห็นได้ว่าอุปสรรคที่สำคัญของการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าก็คือราคาของอุปกรณ์หลักที่ใช้ในการผลิตได้แก่ มอเตอร์และแบตเตอรี่ที่ประเทศไทยยังคงต้องนำเข้าด้วยราคาที่สูงมาก สิ่งที่จะช่วยผลักดันให้เกิดอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศได้มากขึ้นนั้น รัฐบาลจะต้องมีนโยบายสนับสนุนอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการยกเว้นภาษีอุปกรณ์หลักที่เกี่ยวข้องในการผลิต การปรับโครงสร้างภาษียานยนต์ไฟฟ้าให้แตกต่างจากยานยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ การสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการซื้อและใช้ยานยนต์ไฟฟ้าของผู้บริโภค นอกจากนั้นรัฐจะต้องมีการวางแผน ส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างและติดตั้งสถานีประจุไฟฟ้าให้ครอบคลุมและเพียงพอต่อการใช้งานถ้าหากมีการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้ากันอย่างแพร่หลาย และอีกประการหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือเรื่องของแหล่งจ่ายไฟฟ้าหรือโรงไฟฟ้าที่จะต้องมีการวางแผนและจัดสร้างให้พอต่อความต้องการของการใช้ไฟฟ้าที่ไม่รู้ว่าจะมีความต้องการมากขึ้นเท่าใดหรือมีความต้องการสูงสุดเวลาไหนประการสุดท้ายที่เป็นส่วนเล็กๆ แต่มีความสำคัญมากที่จะทำให้การผลิตและใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าเป็นไปได้อย่างยั่งยืนคือการเตรียมความพร้อมในด้านของการบริการซ่อมบำรุง ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีของศูนย์บริการ อะไหล่ และบุคลากรที่เกี่ยวข้องทุกระดับ
Evolution of the global electric car stock, 2010-2015
References: มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (2558) “การศึกษาการพัฒนาเทคโนโลยีของยานยนต์ไฟฟ้าและผลกระทบที่เกิดขึ้นสำหรับประเทศไทย”. รายงานการวิจัย พัฒนาและวิศวกรรม ฉบับสมบูรณ์ รหัสโครงการ P-12-01114. ดาวน์โหลดจาก: http://energyforum.kmutt.ac.th/download.php






