Industras

SMART MOBILITY IN MEGACITIES

Share with

Article by: Asst.Prof. Suwan Juntiwasarakij, Ph.D., MEGA Tech Senior Editor

เป็นเวลาเกือบสามศตวรรษแล้วที่การปฏิวัติอุตสาหกรรมได้เริ่มขึ้น แรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ การเมือง และเทคโนโลยีได้มาบรรจบกันดึงดูดให้ผู้คนหลั่งไหลเข้าสู่ชุมชนเมือง จวบถึงเวลาเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดพบว่าชุมชนเมืองรอบโลกนั้นมีการเติบโตด้วยอัตราเร็วสูงที่ใครก็ไม่สามารถคาดคิดได้

Source: Deloitte analysis based on Christopher Chase-Dunn et al., “Uneven ruban development: Largest settlements since the late Bronze Age,” IROWA working paper #98, August 2015.

โอกาสที่มีอยู่มากมายเหลือล้นในชุมชนเมืองนี้เอง ที่เป็นแรงจูงใจทำให้ผู้คนย้ายถิ่นฐานไปยังเขตเมือง เพื่อแสวงหาคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า ทั้งนี้ การก่อตัวของชุมชนเมืองที่เพิ่มขึ้นนี้ ทำให้เมืองเริ่มที่จะประสบกับความท้าทายในอนาคต ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณสุข และการจัดการทรัพยากรพลังงาน หนึ่งในความท้าทายขั้นวิกฤติ คือ ระบบการสัญจร อันเนื่องมาจากการสัญจรนี้เป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ

Source: United Nations, Department of Economic and Social Affairs, Population Division, World urbanization prospect: The 2014 revision, 2015.

ข้อมูลจากดีลอยต์พบว่าหลายชุมชนเมืองทั่วโลกกำลังประสบปัญหาเส้นทางสัญจรที่เสื่อมประสิทธิภาพและระบบขนส่งที่คับคั่ง ในชุมชนเมืองที่แออัดที่สุดนั้น ผู้ขับขี่เสียเวลาประมาณ 100 – 200 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำต่อปีหรือสองถึงห้าสัปดาห์ต่อปีให้กับการจราจรที่ติดขัดอยู่บนท้องถนน เฉพาะในสหรัฐอเมริกานั้นพบว่าความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐาน อันเป็นผลจากสภาวะการจราจรติดขัดนี้มีมูลค่าเกิน 5 แสนล้านดอลลาร์ต่อปีภายในปี 2040 ซึ่งส่งผลกระทบต่อจีดีพีของประเทศ

Source: International Transport Forum, ITF Transport Outlook 2017 (Paris: OECD Publishing, 2017).

โครงการความคิดริเริ่มจำนวนมากได้ถือกำเนิดขึ้นเพื่อตอบสนองวิถีชีวิตและการเดินทางของสมาชิกในชุมชนเมือง ปรากฏการณ์ที่ได้เกิดขึ้นแล้ว คือ เม็ดเงินการลงทุนจำนวนมากได้กระหน่ำเข้าสู่อุตสาหกรรมการสัญจรอัจฉริยะ ทั้งนี้สำนักงานเทศบาลเมืองในหลายประเทศได้นำร่องการใช้เทคโนโลยีการสัญจรอัจฉริยะกันไปบ้างแล้ว นครลอนดอนใช้ประโยชน์จากข้อมูลปริมาณมหาศาลที่มาจากการสัญจรของพลเมืองในเครือข่ายการขนส่งมวลชนเพื่อนำมาสร้างระบบจัดการจราจรให้กับทั้งเมือง ระบบสั่งการกลางดึงข้อมูลจากรถบัส 9,200 คัน สัญญาณไฟจราจร 6,000 จุด และกล้องวงจรปิด 1,400 ตัว เพื่อปรับแต่งสัญญาณการจราจรให้คล่องตัวมากยิ่งขึ้น นครนิวยอร์คทดลองนำร่องเทคโนโลยีการสื่อสารระหว่างยานพาหนะ-ยานพาหนะ และ ระหว่างยานพาหนะ-โครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยแก่ผู้สัญจรบนท้องถนนและผู้เดินทางเท้าในย่านแมนฮัตตันและบรูคลิน นครหลวงอย่างเช่นโตเกียว ฟีนิกซ์ และสิงคโปร์ล้วนแต่ประสบความสำเร็จในการทดสอบรถแท็กซี่แบบไร้คนขับทั้งสิ้น

ในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเกิดใหม่เหล่านี้อย่างเต็มที่เพื่อนำมาแก้ไขปัญหาอันยุ่งเหยิง เช่น ปัญหาการจราจร เมืองจำเป็นจะต้องมีระบบบูรณาการที่เพียบพร้อมเพื่อที่จะหลุดพ้นขีดจำกัดโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ ผลักดันให้การสร้างมูลค่าใหม่จากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และเพาะบ่มสั่งสมความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี กล่าวคือ เมืองจำเป็นต้องมีระบบปฏิบัติการจราจร (mobility operating system: mOS) แพลตฟอร์มที่บูรณาการเชื่อมต่อระบบโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ (ถนนและราง) รูปแบบการขนส่ง (รถยนต์ส่วนบุคคล ระบบขนส่งสาธารณะ  การแบ่งปันการขับขี่ และการแบ่งปันการปั่นจักรยาน) และผู้ให้บริการการขนส่ง (ตัวแทนจัดการระบบขนส่งสาธารณะ) ทั้งนี้ เพื่อสร้างแนวคิดการเสริมสร้างประสิทธิภาพทั้งระบบผ่านกลไกการเข้าสู่ดุลยภาพทางการตลาด

แพลตฟอร์มการสัญจรของเมืองสามารถสร้างสมดุลของอุปสงค์และอุปทาน อีกทั้ง ยังอำนวยสภาพและปริมาณการจราจรด้วยวิธีปรับแต่งแรงจูงใจระหว่างอัตราค่าโดยสายของแต่ละรูปแบบการเดินทาง-สถานที่ และการใช้เทคนิคทางพฤติกรรมศาสตร์ เช่น การวางแบบแผนทางพฤติกรรม และการสร้างแบบแผนทางสังคม อย่างไรก็ดีการสร้างและใช้งานระบบปฏิบัติการสัญจรได้อย่างเต็มรูปแบบนั้นอาศัยความอุตสาหะพยายามอย่างมากซึ่งกินเวลากว่าหลายปี ถึงกระนั้นก็ตามดอกผลที่เป็นรูปธรรมจะเกิดขึ้นทีละขั้นและเพิ่มพูนขึ้นบนรากฐานเดิมสู่ขั้นที่สูงขึ้นตามพัฒนาการและการเติบโตของระบบ เมืองที่จะใช้ระบบดังกล่าวนี้  ควรเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจในการใช้สอยและบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ในชุมชนเสียก่อน ท้ายที่สุดก็จะไปสู่การบริหารจัดการรูปแบบคมนาคมขนส่งอื่นอันหลากหลายทั่วทั้งเมือง ลดการคับคั่ง เพิ่มการเข้าถึง ซึ่งจะเป็นหนทางไปสู่การเสริมประสิทธิภาพการเดินทางของทั้งระบบในภาพรวม

ตามที่กล่าวมานี้ อุปสรรคอันสำคัญต่อแพลตฟอร์มการสัญจรแบบบูรณาการ ดูเหมือนจะเป็นด้านการเมือง ด้านสังคม และด้านเศรษฐกิจมากกว่าที่จะเป็นด้านเทคนิค ในการสร้างแพลตฟอร์มการสัญจรดิจิทัลให้สำเร็จนั้น องค์กรปกครองชุมชนต้องก้าวข้ามเพื่อหลุดพ้นกรอบวิธีปฏิบัติติทางด้านนโยบายการจัดสรรงบทุนแบบเดิม และเก็บเกี่ยวใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมเทคโนโลยีล่าสุดเพื่อสร้างแพลตฟอร์มที่สร้างความโปร่งใส สามารถทำงานร่วมกันได้ และสามารถเสริมประสิทธิภาพให้แก่เครือข่ายการคมนาคมขนส่งที่มีความแตกต่างและหลากหลายได้ 

SMART MOBILITY IN MEGACITIES

Share with

Article by: Asst.Prof. Suwan Juntiwasarakij, Ph.D., MEGA Tech Senior Editor

It has been almost three centuries that the industrial revolution has been introduced. A variety of economic, political, and technological forces converged, drawing more and more people into cities. At the turn of the 21st century, cities around the globe are growing at a rate that no one could have ever predicted in the past.

Source: Deloitte analysis based on Christopher Chase-Dunn et al., “Uneven ruban development: Largest settlements since the late Bronze Age,” IROWA working paper #98, August 2015.

With many opportunities available, people are now incentivized to relocate to urban areas in the search to improve their quality of life. With increasing urbanization, cities will start to face significant challenges in the future, including the need for more infrastructure, the improvement of health services, and the management of energy resources. One particular critical challenge is mobility since it drives cities’ economic growth.

Source: United Nations, Department of Economic and Social Affairs, Population Division, World urbanization prospect: The 2014 revision, 2015.

According to Deloitte, many cities are experiencing the downside associated with overload and inefficient roads and transit systems. In the most congested cities, drivers spend between 100 and 200-plus hours per year and 2 to 5 entire workweeks stuck in traffic. The cumulative impact on US GDP of deteriorating infrastructure could exceed $500 billion dollars annually by 2040.

Source: International Transport Forum, ITF Transport Outlook 2017 (Paris: OECD Publishing, 2017).

There are many initiatives shaping the way people move around the city. Already, investment has flooded into the industry, smart mobility, and some city authorities in other countries are further along in the use of smart mobility technology. London exploits vast amounts of data about how people move across its transportation network to better manage traffic throughout the city. A central system pulls data from 9,200 buses, 6,000 traffic signals, and, 1,400 cameras, and adjusts signals to improve vehicle flows. New York City is piloting connected vehicle-to-vehicle and vehicle-to-infrastructure technology to improve the safety of travelers and pedestrians through deployments in Manhattan and Brooklyn. Cities like Tokyo, Phoenix, and Singapore have all successfully tested autonomous taxis.

In order to harness emerging technologies to solve the most vexing problems, cities would need a comprehensive, integrated system that transcends exiting infrastructure, drives standardization and interoperability, enables value creation by key parties, and cultivates technological advancements. That is, a city would need a mobility operating system (mOS): an integrated platform that brings together physical infrastructure (roads, rails), modes of transport (cars, public transit, ridesharing, bike sharing, etc.), and transportation service provider (aggregators, public transport system) and crates greater thought and optimization systemwide through market clearing mechanism.

A city’s mobility platform can help equilibrate supply and demand and also facilitate traffic throughput by adjusting incentives, most directly by calibrating prices across modes and locations but also through the use of behavioral nudges such as framing and social proofs. However, establishing a fully realized mobility operating system is a significant endeavor likely to play out over the course of many years. Even so, there are tangible benefits that can be realized from more incremental steps and that lay the foundation for additional capabilities as the system mature. In this regard, a city can begin by better understanding, utilizing, and managing its existing infrastructure, perhaps in a particular neighborhood. This eventually leads to managing multiple modes of transportation across the city, improving congestion and accessibility, on the way to building truly all-encompassing system that can create systemwide optimization.

All in all, the greatest barriers to an integrated mobility platform are likely to be political, social, and economic rather than technical. to successfully implement a digital mobility platform, municipalities should move beyond traditional transportation policy and funding frameworks. Also, cities should harness the remarkable technological innovations of recent years to create a common platform that enables visibility, interoperability, and optimization across the transportation network’s many nodes and modalities.

メガシティーにおけるスマートモビリティー

Share with

Article by: Asst.Prof. Suwan Juntiwasarakij, Ph.D., MEGA Tech Senior Editor

産業革命が出現したのは、ほぼ3世紀前のことである。さまざまな経済的、政治的、技術的な力が統合され、我も我もと多くの人々が都市に引き寄せられて来た。21世紀に入り、世界中の都市はかつて誰も予測する事の出来なかった速度で成長している。

Source: Deloitte analysis based on Christopher Chase-Dunn et al., “Uneven ruban development: Largest settlements since the late Bronze Age,” IROWA working paper #98, August 2015.

多くのチャンスがここそこに有る今、人々は自分達の生活のクオリティーをより良くするために都市部に引っ越すよう動機付けられている。都市化が進んで行くにつれ、都市はインフラの増設、医療サービスの改善充実、エネルギー資源の管理など、将来的に大きな課題に直面している。一つの大きなチャレンジ事項としては都市経済を牽引するモビリティーであろう。

Source: United Nations, Department of Economic and Social Affairs, Population Division, World urbanization prospect: The 2014 revision, 2015.

デロイトによれば、多くの都市は、過負荷と非効率的な道路と交通システムに関連した困難に直面しているとの事である。最もゴミゴミしている都市においては、運転手は年間100〜200時間以上、2〜5週間の労働時間相当の時間を交通渋滞の中で過ごしている。インフラの劣化によるUSGDPへの累積的な悪影響は、2040年には年間5,000億ドルを超える可能性がある。

Source: International Transport Forum, ITF Transport Outlook 2017 (Paris: OECD Publishing, 2017).

人々が街中を移動する方法を設計する色々な取り組みが現在成されており、既に関連の産業やスマートモビリティへの投資が殺到しており、外国の一部の市当局は、スマートモビリティテクノロジーの使用を推進している。ロンドンは、人々が交通網を移動するその動き方に関する膨大な量のデータを利用して、都市全体の交通管理を改善している。中央システムが、9,200台のバス、6,000台の交通信号機、そして1,400台のカメラからデータを引き出し、信号を調整して車両の流れを改善している。ニューヨーク市は、マンハッタンとブルックリンへの配備を通じて、旅行者と歩行者の安全性を向上させるために自動車と自動車間そして自動車とインフラのコネクトテクノロジーを試験的に導入している。東京、フェニックス、シンガポールなどの都市は全て既に自動運転タクシーのテストに成功している。

新しいテクノロジーを利用してこれら最も厄介な問題を解消するためには、各都市都市は既存のインフラを超え、標準化と相互運用性を推進でき主要当事者による価値創造を可能にした技術の進歩を促進する包括的な統合システムが必要なのだ。要するに都市にはモビリティオペレーティングシステム(mOS)が必要なのだ。これらは物理的なインフラ(道路、鉄道)、交通手段(自動車、公共交通機関、ライドシェアリング、自転車シェアリングなど)、そして交通サービスプロバイダー(組織、公共交通システム)やシステム全体で市場の決済メカニズムを通じてより優れた思考と最適化を実現して一纏めにする統合プラットフォームなのである。

都市のモビリティプラットフォームはインセンティブを調整する事で、単刀直入に言えばモードや場所全体の価格を調整する事により、そして更には行動誘発のからくり社会的に証明されている等の行動を起こさせる仕掛けをする事により、需要と供給の均衡を取りトラフィックスループットを促進することができる。ただし、完全に役に立つモビリティオペレーティングシステムを確立することは、何年間にもわたって努力を重ねた行かねばならないであろう重要な取り組みなのだ。そうであっても、段階的ステップの初歩から始まりシステムが成熟するにつれてその後の機能追加可能な基盤が出来上がって行くというメリットがある。この点において、都市は、おそらく特定の地域において既存のインフラの理解度を深め、利用度を高め、そして管理することから始める事ができるであろう。これは最終的には市内全体の複数の交通手段を管理し、混雑とアクセシビリティを改善し、システム全体の最適化を達成できる真の包括的システムを構築する方向へと進んで行くのである。

結局のところ、統合型モビリティプラットフォームの最大の障壁は、技術的というよりは、政治的、社会的、経済的なものであろう。自治体は、デジタルモビリティプラットフォームを正常に実装するために、従来型の交通政策や資金調達の枠組みを超えて行動する事が必要なのだ。そして都市は、近年の目覚ましい技術革新を利用して、輸送ネットワークの多くのノードとモダリティに渡って可視化性、相互運用性、そして最適化を可能にする共通のプラットフォームを造って行く必要がある。

May June 2019​

Creative Solutions by Professional Designers

+(48) 555-0120-88

hello@example.com

2972 Westheimer Rd. Santa
Ana, Illinois 85486

Main Offices
Monday-Friday: 8am-5pm
Saturday: 9am-Midday
© Industras 2024, All Rights Reserved.